วันพฤหัสบดีที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2555

โครงงานวิทยาศาสตร์

โครงงานวิทยาศตร์เรื่อง กลิ่นเหม็นในรองเท้าหายง่ายนิดเดียว Posted on 20/07/2011 by krutook11 วันนี้เรามาแก้ปัญหาง่ายๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของทุกคนกับโครงงานวิทยาศาสตร์ง่ายๆ ที่สามารถทำใช้ได้เองน่ะค่ะ โครงงานวิทยาศตร์เรื่อง กลิ่นเหม็นในรองเท้าหายง่ายนิดเดียว ชื่อครูที่ปรึกษาโครงงาน นางสาวสุภาวดี ประสมศรี ปีการศึกษา 2553 สถานที่จัดทำ โรงเรียนบ้านหนองสะเดา อำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 บทคัดย่อ ในช่วงปลายสุดสัปดาห์ ขณะที่นั่งเรียนก็จะมีกลิ่นเหม็นของรองเท้าและถุงเท้าโชยมาทำลายบรรยากาศในการเรียนโดยเฉพาะรองเท้าของนักเรียนชาย ซึ่งจะมีกลิ่นเหม็นมาก สมาชิกกลุ่มจึงคิดที่จะทำโครงงานกำจัดกลิ่นเหม็นของรองเท้าขึ้นโดยใช้สารส้ม และถ่านไม้ เนื่องจากสารส้มและถ่านไม้มีคุณสมบัติข้อหนึ่งที่สามารถดับกลิ่นเหม็นได้ และเมื่อนำสารทั้งสองชนิดมาบดละเอียด แล้วผสมกันโดยมีกาวเป็นตัวประสาน ในอัตราส่วนของสารส้ม : ถ่านไม้ = 20 : 80 , 30 : 70 , 40 : 60 และ 50 : 50 ผลปรากฏว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณอัตราส่วนของถ่านไม้มากกว่า (20 : 80 ) จะกำจัดกลิ่นเหม็นได้ดีที่สุด โดยใช้เวลาน้อยที่สุด ส่วนผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณอัตราส่วนของถ่านไม้น้อยก็จะใช้เวลานานมากขึ้นในการกำจัดกลิ่นเหม็น ผลจากการทดลองทำให้ได้ผลิตภัณฑ์กำจัดกลิ่นเหม็นของรองเท้าที่มีราคาถูก สามารถกำจัดกลิ่นเหม็นได้จริง และยังสามารถนำไปพัฒนาให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นได้ ที่มาและความสำคัญ รองเท้าเหม็นเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจและยังส่งผลให้เท้ามีกลิ่นเหม็นเกิดเชื่อโรคและเชื้อราทำให้เท้ามีสุขภาพไม่ดี ดังนั้นเราจึงต้องหาวิธีกำจัดกลิ่นเหม็นของรองเท้า โดยใช้สารที่ได้จากธรรมชาติไม่ใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อเท้า จากการสังเกตในชีวิตประจำวันพบตัวอย่างการนำถ่านไม้ไปใส่ในตู้เย็นเพื่อดับกลิ่นเหม็นของตู้เย็นและตัวอย่างการนำสารส้มมาถูตัวหลังอาบน้ำเพื่อระงับกลิ่นกาย ในการทดลองครั้งนี้ กลุ่มของเราจึงเลือกใช้ถ่านไม้และสารส้มในการดับกลิ่นเหม็นของรองเท้า จุดมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า 1. เพื่อกำจัดกลิ่นเหม็นของรองเท้าโดยไม่ใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อเท้า 2. เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อผลิตภัณฑ์ดับกลิ่นรองเท้า 3. เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบอัตราส่วนที่เหมาะสมในการกำจัดกลิ่นรองเท้าของถ่านไม้และสารส้ม สมมติฐานของการทดลอง การนำถ่านไม้และสารส้มผสมกันสามารถกำจัดกลิ่นเหม็นของรองเท้าได้ ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรต้น ถ่านและสารส้ม ตัวแปรตาม ระยะเวลาในการดับกลิ่น ตัวแปรควบคุม ปริมาณอัตราส่วนระหว่างถ่านไม้และสารส้ม ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. สามารถกำจัดกลิ่นเหม็นของรองเท้าได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก 2. ได้ฝึกทักษะและกระบวนการทางวิทาศาสตร์ 3. สร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ว่ารองเท้าจะไม่มีกลิ่นเหม็น 4. กลิ่นเหม็นภายในรองเท้าจะไม่ได้รบกวนผู้อื่น ขอบเขตของโครงงาน ถ่านไม้และสารส้มบดละเอียดผสมกันในอัตราส่วนต่างๆ โดยมีกาวเป็นตัวประสาน นำมากำจัดกลิ่นเหม็นของรองเท้า อุปกรณ์และวิธีการทดลอง วัสดุอุปกรณ์-สารเคมี สารเคมี อุปกรณ์ ถ่านไม้ ครก สาก สารส้ม ผ้าด้ายดิบ กาวลาเท็ก บีกเกอร์ขนาด 100 cm3 แท่งแก้วคนสาร กรรไกร วิธีการทดลอง 1.นำถ่านไม้และสารส้มโขลกให้ละเอียดและตัดผ้าด้ายดิบให้มีลักษณะเหมือนพื้นรองเท้าจำนวน10 ชิ้น 2.นำถ่านไม้และสารส้มบดจากข้อ 1 มาผสมกันในอัตราส่วนของสารส้ม: ถ่านไม้ = 20:80 และนำมาผสมให้พอเหมาะ คนให้เข้ากัน 3.นำสารผสมจากข้อ 2 เทลงในผ้าด้ายดิบที่ตัดไว้เกลี่ยให้ทั่วผืนผ้าและนำผ้าอีก 1 ชิ้นประกบทับด้านบนแล้วตากแดดให้แห้ง 4.ทำเช่นเดียวกับข้อ 2 และ ข้อ 3 แต่เปลี่ยนปริมาณอัตราส่วนของสารส้มและถ่านไม้เป็น 30: 70, 40: 60 และ 50:50 5.นำผลิตภัณฑ์ที่ได้จากข้อ 3 และข้อ 4 มาทดลองเปรียบเทียบเวลาในการดับกลิ่นรองเท้า โดยนำไปใส่ไว้ในรองเท้าและพิสูจน์กลิ่นทุก ๆ 30 นาที สรุปผลการศึกษา จากผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณอัตราส่วนของสารส้มและถ่านไม้ต่างกัน เมื่อนำมาทดลองกำจัดกลิ่นรองเท้าหนังและรองเท้าผ้าใบ ปรากฏว่า เวลาที่ใช้ในการดับกลิ่นจะแตกต่างกัน คือ ผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณอัตราส่วนของถ่านมากกว่าสามารถกำจัดกลิ่นได้ดีที่สุด โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้ใช้ระยะเวลาในการกำจัดกลิ่นเหม็นของรองเท้าหนังน้อยกว่าระยะเวลาที่ใช้ในการกำจัดกลิ่นเหม็นของรองเท้าผ้าใบ ผลิตภัณฑ์ที่มีอัตราส่วนสารส้ม : ถ่านไม้ = 20:80 ใช้เวลาเฉลี่ย 2 ชั่วโมง 33 นาที เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้เวลาน้อยที่สุดในการกำจัดกลิ่นในรองเท้าหนัง ผลิตภัณฑ์ที่มีอัตราส่วนสารส้ม : ถ่านไม้ = 20:80 ใช้เวลาเฉลี่ย 15 ชั่วโมง 17 นาที เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้เวลาน้อยที่สุดในการกำจัดกลิ่นในรองเท้าผ้าใบ อภิปรายผล ผลิตภัณฑ์ที่มีถ่านไม้มากกว่าสารส้มกำจัดกลิ่นได้ดีกว่า เพราะถ่านไม้มีคุณสมบัติดูดกลิ่นเหม็นดังตัวอย่าง การดูดกลิ่นเหม็นในตู้เย็นของถ่านไม้ แต่สารส้มนั้นมีคุณสมบัติระงับกลิ่นหรือป้องกันกลิ่นเท่านั้น ข้อเสนอแนะ 1.ในการดับกลิ่นเหม็นในรองเท้าหนัง ไม่ควรใส่ไว้ในรองเท้านานเกินกว่า 10 ชั่วโมง เพราะจะทำให้รองเท้ามีกลิ่นกาว 2.การผสมระหว่างถ่านไม้และสารส้ม ควรผสมถ่านไม้และกาวก่อน จึงนำสารส้มมาผสมหลังสุดและเมื่อผสมแล้วก็ควรเทใส่ผ้าด้ายดิบที่ตัดไว้ทันที 3.เพิ่มสมุนไพรชนิดอื่นที่มีกลิ่นหอมลงไปในส่วนผสมจะทำให้รองเท้ามีกลิ่นหอมมากขึ้น

วันพุธที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ประวัติโรงเรียนคำบงพิทยาคม


ประวัติโรงเรียนคำบงพิทยาคม

**************

โรงเรียนคำบงพิทยาคม ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2465 โดยอาศัยศาลาวัดประสิทธิโพธิ์ชัย คำบงเป็นสถานที่เรียนโดยมี รองอำมาตย์โทขุนประเวทย์ อุทรขันธ์ นายอำเภอกุฉินารายณ์ เป็นผู้จัดตั้ง ดำรงอยู่ด้วยเงินศึกษาพลี จัดสอนตั้งแต่ชั้นเตรียมประถมศึกษาถึงชั้นประถมศึกษาปีที่สาม และแต่งตั้งให้นายเปลื้อง ไวแพน เป็นครูใหญ่

ปี พ.ศ. 2471 ทางราชการได้แต่งตั้งให้นายจ่อม สิงนาครอง ดำรงตำแหน่ง
ครูใหญ่แทน นายเปลื้อง ไวแพน ที่ลาออกไป

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2471 ทางราชการได้แต่งตั้งนายจูม วิชาหา ดำรงตำแหน่งแทนนายจ่อม สิงนาครองที่ลาออกไป

วันที่ 29 มีนาคม 2473 ทางราชการแต่งตั้งให้นายชาลี วันนงค์ ดำรงตำแหน่งแทนนายจูม วิชาหา ที่ย้ายไปดำรงตำแหน่งที่อื่น

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2475 ทางราชการแต่งตั้งให้ นายแสน ฆารสมบูรณ์มาดำรงตำแหน่งครูใหญ่แทนนายชาลี วันนงค์ ที่ย้ายไป

พุทธศักราช 2483 ได้รับงบประมาณสร้างอาคารเรียนแบบ ป.1 ขนาด 4 ห้องเรียน เป็นอาคารเอกเทศในที่ดินจำนวน 24 ไร่ 1 งาน เปิดทำการเรียนการสอนเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2483 ชื่อว่า “โรงเรียนคำบงพิทยาคม”

วันที่ 20 กันยายน 2499 ทางราชการแต่งตั้งให้นายมณฑา ศรีบุญเรือง มาดำรงตำแหน่งครูใหญ่แทนนายแสน ฆารสมบูรณ์ ที่ย้ายไปดำรงตำแหน่งที่อื่น

วันที่ 8 กรกฎาคม 2503 ทางราชการแต่งตั้งให้นายสัมภาษณ์ มณีเนตร ดำรงตำแหน่งครูใหญ่แทนนายมณฑา ศรีบุญเรือง ที่ย้ายไป

วันที่ 23 มิถุนายน 2504 ทางราชการแต่งตั้งให้นายวัง จิตรจักรดำรงตำแหน่งครูใหญ่แทนนายสัมภาษณ์ มณีเนตร ที่ย้ายไป

พุทธศักราช 2507 ทางราชการอนุมัติให้เปิดขยายโอกาสทางการศึกษาถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 7 (ประถมศึกษาตอนปลาย) วันที่ 11 มิถุนายน 2507 ทางราชการ
แต่งตั้งให้ นายเสริมชาติ กลีบมะลิ ดำรงตำแหน่งแทนนายวัง จิตจักร ที่ขอลดตำแหน่ง
เป็นสายผู้สอน

วันที่ 7 กรกฎาคม 2510 ทางราชการแต่งตั้งให้นายบัวแก้ว ทองสารดำรงตำแหน่งแทนนายเสริมชาติ กลีบมะลิที่ย้ายไปดำรงตำแหน่งครูใหญ่โรงเรียนบ้านหนาดสงเคราะห์ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์

พุทธศักราช 2514 ทางราชการแต่งตั้งนายเสริมชาติ กลีบมะลิ มาแทนนายบัวแก้ว ทองสาร ที่เกษียณอายุราชการ 30 กันยายน 2514

วันที่ 30 มิถุนายน 2528 นายเสริมชาติ กลีบมะลิเกษียณอายุราชการ
ทางราชการแต่งตั้งให้นายบุญเหลือ ทัพวิเศษ มาดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2528 วันที่ 30 มีนาคม 2533 นายบุญเหลือ ทัพวิเศษ ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน คำบงพิทยาคม ตามคำสั่งที่ 2213/2533 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2533

ปีการศึกษา 2534 สำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ ได้อนุมัติให้เปิดสอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ตามโครงการขยายโอกาสทางการศึกษา เปิดสอนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในปีการศึกษา 2536 จนถึงปัจจุบัน .....

วันอังคารที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การสืบพันธุ์ของพืชมีดอก

การสืบพันธุ์ของพืชมีดอก

สิ่งมีชีวิ่ทุกชนิดต่างก็พยายามปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมพยายาม
หลบหลีกจากศรัตรู ภัยจากธรรมชาติ เพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ได้อย่างมีความสุข
ถ้าสิ่งมีชีวิตประเภทใดไม่สามารถปฏิบัติได้ดังกล่าวข้างต้น ก็จะผลให้จำนวน
การตายสูงขึ้นเรื่อย ๆ การเกิดใหม่ก็มีน้อยลง ในที่สุดจะสูญพันธุ์จากโลก มีพืช
แลสัตว์หลายชนิดที่ไม่สามารถดำรงพันธุ์ให้อยู่ได้ถึงปัจจุบัน
การสืบพันธุ์จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับสิ่งมีชีวิตเพราะการสืบพันธุ์
เป็นการถ่ายทอดลัษณะของตนเองให้ลูกหลานสืบต่อไปเรื่อย ๆ พืชก็เช่นเดียวกัน
เมื่อเจริญเติบโต มีความสมบูรณ์พอ ก็จะผสมพันธุ์หรือขยายพันธุ์
ให้มีลูกหลานเพิ่มจำนวนมากขึ้น
พืชดอกมีวิธีการสืบพันธุ์ 2 แบบ คือ
1. การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ สิ่งสำคัญที่บอกเพศของพืชดอก คือ
เกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศจึงเป็นการสืบพันธุืที่เกิด
การผสมระหว่างละอองเกสรตัวผู้กับไข่ในรังไข่ของเกสรตัวเมีย เมื่อผสมกัน
แล้วก็เจริญเติบโตเป็นเมล็ด ซึ่งนำไปเพาะจะสามารถงอกเป็นพืชต้นใหม่ได้
กระบวนการในการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอก คือ การถ่าย
ละอองเกสร และผสมเกสร
2. การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ เป็นวิธีการสืบพันธุ์อย่างง่าย ๆ
ของพืชที่จะเกิดต้นใหม่ได้โดยไม่ต้องใช้เมล็ด หรือการผสมเกสรแต่อย่างใด
พืชดอกมีวิธีการสืบพันธ์แบบไม่อาศัยเพศอยู่หลายวิธี เช่น การงอกต้นใหม่
จากส่วนต่าง ๆ เช่น กล้วย ขิง ข่ง งอกเป็นลําต้นใหม่จากลําต้นที่อยู่ใต้ดิน
ที่เรีอกว่า การแตกหน่อ มันสําปะหลัง อ้อย ตัดเอาส่วนของลําต้นที่มีตา และ
ปล้องอยู่เพียงท่อนหรือสองท่อนไปปักชํา ต้นใหม่ก็จะงอกออกตรบริเวณตา
กะเพรา โหระพา ชบา เข็ม นําต้นหรือกิ่งไปปักชําขึ้นเป็นต้นใหม่ได้เช่น
เดียวกัน ใบของพืชบางชนิด เช่นควํ่าตาหงายเป็น กุหลาบหิน นําไปเพาะ
ให้เกิดเป็นต้นใหม่ได้
ในปัจจุบันมนุยษ์ได้ศึกษาค้นคว้า ทําการทดลอง จนสามาถรช่วย
ให้พืชมีการพืชมีการสืบพันธ์โดยไม่อาศัยเพศได้อย่างกว้างขวางอีกหลาย
วิธี และเป็นที่นิยมโดยทั่วไป
อย่างไรก็ตาม การสืบของพืชทั้ง 2 วิธีข้างต้นก็มีความสําคัญต่อ
พืชไม่น้อยไปกว่ากัน เพราะพืชบางชนิดต้องสืบพันธุ์โดยอาศัยเพศเท่านั้น
บางชนิดไม่ต้องอาศ้ยเพศ บางชนิดอจาไช้ทั้ง 2 วิธี การสืบพันธุ์ของพืช
จึงขึ้นอยู่กับชนิดของพืชด้วย